บทความ

สาระน่ารู้ คุณประโยชน์ของกระเจี้ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง โดดเด่นด้วยสรรพคุณขับเสมหะแก้ไอ
ลดไขมัน ขับปัสสาวะ ดูแลระบบทางเดินปัสสวะได้ดี

กระเจี๊ยบแดงนับเป็นหนึ่งในยาสมุนไพรที่มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ในงานสาธารณสุขมูลฐานจึงจัดกระเจี๊ยบแดงเป็นยาสมุนไพรประจำบ้านที่ใช้ง่าย และมีความปลอดภัยสูง
คนไทยส่วนใหญ่มักนำดอกกระเจี๊ยบแดงมาทำเครื่องดื่มช่วยดับกระหายคลายร้อน และรสชาติที่เปรี้ยวๆ ของกระเจี๊ยบแดงก็ช่วยให้ชุ่มคอ ผลสดรสเปรี้ยวชาวบ้านจะเอาไปปรุงรสแกงส้ม หรือเอาไปต้มเคี่ยวกวนกับน้ำตาลทำเป็นแยม ถ้ามีเยอะก็มักจะตากแห้งเก็บไว้ใช้ประโยชน์อื่นๆ ส่วนใบกระเจี๊ยบชาวสวนก็เก็บมาจำหน่ายตามตลาดผัก นำไปทำแกงส้มหรือผักลวกจิ้มพริก
หมอพื้นบ้านจะใช้ทำยารักษากลุ่มพวกแก้ไอ ดอกกระเจี๊ยบจะกัดเสมหะและแก้ไอได้ดี และช่วยขับเมือกมันในลำไส้ลงสู่ทวารหนัก และขับออกทางทวารหนัก สำหรับเมล็ดของกระเจี๊ยบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ
ในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์ทางยาอย่างกว้างขวาง นอกจากใช้ขับปัสสาวะแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบได้ดี ส่วนสำคัญที่นำมาทำเป็นยาคือส่วนของกลีบเลี้ยง แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะใช้ทั้งดอกและกลีบด้วยกัน กลีบเลี้ยง ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ นิยมต้มกับพุทราจีนใช้ป้องกันรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
ใช่ว่าแต่คนไทยเท่านั้นที่รู้จักการนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่หมอแผนไทยก็จะใช้เพื่อขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไอ ขับเสมหะ ขับน้ำดี เป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในกรณีที่ใช้เป็นยาอาจจะต้องใช้ปริมาณมากเพื่อให้มีฤทธิ์เข้มข้นเป็นยา หรือหมอบางท่านอาจนำไปเข้ากับตัวยาอื่นๆ
ในต่างประเทศพบว่ามีการใช้ในแนวทางที่สอดคล้องกับของคนไทย เช่น อียิปต์ ใช้กลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบต้มกินรักษาความดันโลหิตสูง ใช้ทั้งต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท และใช้เป็นยาระบายไขมันในลำไส้ ประเทศกัวเตมาลาใช้กลีบเลี้ยงต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ ลดการอักเสบของไต ส่วนชาวอินเดียใช้ใบต้มกินเพราะเชื่อว่าจะทำให้เลือดบริสุทธิ์ หรือใช้ใบตากแห้งต้มกินช่วยแก้ไอ
งานทดลองวิจัยพบว่าสารสกัดของกลีบดอกกระเจี๊ยบ ช่วยทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยั้งการสร้างอะฟลาท็อกซินซึ่งจะช่วยปกป้องตับไม่ให้ถูกทำลาย และยังพบว่ามีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนสตรี คือฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งจะเหมาะกับสตรีวัยทองที่นำไปใช้เป็นเครื่องดื่มดูแลสุขภาพได้
ส่วนน้ำต้มจากดอกกระเจี๊ยบพบว่าใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ดี เป็นยาลดความดันโลหิตสูงได้ และช่วยลดการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะของผู้ป่วยที่ผ่าตัดนิ่วในไตได้ดี
นอกจากนี้ยังพบว่า มีการนำมาใช้ในกลุ่มพวกอาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักหรือลดไขมัน โดยทำเป็นผงผสมกับสารสกัดอื่นๆ ซึ่งมีวางจำหน่ายในร้านอาหารเสริมทั่วไป โดยที่ผู้ใช้หลายรายยืนยันว่าลดสัดส่วนบริเวณที่ไขมันสะสมได้ดี
กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่ปลูกได้ไม่ยาก ปลูกในกระถางขนาดใหญ่สักหน่อยก็ได้ หรือปลูกเป็นไม้ริมรั้ว ทำเป็นรั้วผักก็ดี ใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะปรุงเป็นเครื่องดื่ม อาหารหรือยา ดังนั้นถ้าหันมาปลูกเพื่อเก็บไว้ใช้สอยประโยชน์บ้านละสักหนึ่งถึงสองต้น เพราะทุกวันนี้เราทุกคนเสี่ยงกับภาวะคอเลสเตอรอลสูงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ได้ง่าย ถ้าหันมาปลูกใช้สอยประโยชน์เพื่อเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มป้องกันโรคก็ ย่อมดีกับเราทุกคน…มาชวนกันหันหลังให้คอเลสเตอรอลด้วยกระเจี๊ยบแดงกัน เถอะ.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thaipost.net/tabloid/011213/82809

ประวัติทุเรียนทอดกรอบ

สวัสดีค่ะวันนี้จะนำเอาประวัติของทุเรียนทอดกรอบมาเล่าสู่กันฟัง เมื่อเวลา 20 ปี ในจังหวัดระยองเกิดโรคระบาด หนอนเจาะทุเรียนในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ช่วงปี 2531 ทำให้ชาวสวนไม่สามารถขายทุเรียนสดให้กับพ่อค้าหรือผู้บริโภคเนื่องพบว่ามีหนอนอยู่ในเมล็ดทุเรียน ด้วยเหตุนี้ชาวสวนจึงขายทุเรียนหมอนทองซึ่งช่วงนั้นราคาดีมาก ๆ  ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดจะต้องร่วมมือกันช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหา โรคหน่อมเจาะทุเรียน ในครั้งนี้ เจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรอำเภอแกลงรวมกับนักวิชาการเคหกิจเกษตรประจำสำนักงานเกษตรจังหวัดแก้ไขปัญหานี้ให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหา ในหมู่บ้านจำรุง อำเภอแกลง นักวิชาการเคหกิจเกษตรจึงได้รวมกับเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรอำเภอแกลงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

โดยการนำทุเรียนหมอนทองที่ขายไม่ได้ มาทำเป็นทุเรียนทอดกรอบ โดยร่วมกันวางแผนช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรดังนี้   ขั้นตอนแรกสำรวจความเสียหาของผลผลิต เน้นพันธ์ทุเรียนหมอนทองและชะนี ด้านราคาขายส่งขายอย่างไร ขายปลีกลูกละเท่าไร ขั้นตอนที่สอง สอนแม่บ้านเกษตรกรจำรุงทำทุเรียนทอดกรอบ โดยมีวิธีทำทุเรียนทอดกรอบต้นตำรับของจังหวัดระยองมีดังนี้  1.ให้ชั่งทุเรียนทั้งเปลือก จดบันทึกว่ามีกี่กิโลๆละเท่าไร 2.ให้แกะเนื้อทุเรียนดิบทั้งเมล็ดชั่งอีกครั้ง  3.ให้ใช้มีดแกะเนื้อทุเรียนดิบ (ที่มีเนื้อทุเรียนแก่จัดพร้อมที่จะตัดทุเรียนขาย)ออกจากเมล็ดทุเรียนแล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆเสมอกันนำเนื้อทุเรียนที่เป็นชิ้นบาง ๆ ไปชั่งดูอีกครั้งว่าเหลือเนื้อทุเรียนที่จะนำไปทอดกี่กิโล 4. ตั้งกะทะใช้น้ำมันตราองุ่น(ตอนนั้นที่ใช้น้ำมันตราอง่นเป็นน้ำมันที่มีสารกลั่นหืนและเป็นน้ำมันที่ทำกลั่นมาจากถั่วเหลื่องคุณภาพจะดีกว่าน้ำมันทอดทั่วไป)นำเนื้อทุเรียนลงทอดไฟกลาง พอเหลืองตักขึ้นใส่ตะแกรงปูกระดาษซับน้ำมันโรยด้วยเกลือป่นละเอียดพอให้มีรสเค็มนิดหน่อย ทิ้งไว้ให้เย็นนำบรรจุ       ถูงขนาด  1  ขีด  2 ขีด  5 ขีด 5. มากำหนดราคาทุเรียนทอดกรอบว่าต้นทุนและค่าแรงเท่าไรและถ้าขายทุเรียนทอดกรอบจะตกถุงละเท่าไรกิโลละเท่าไรถึงจะคุมกับการลงทุน และเกษตรกรได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากกว่าขายทุเรียนกินสดหรือไม่

สรุปของนักวิชาการเคหกิจเกษตรเจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตรอำเภอแกลงและสมาชิกแม่บ้านลงความเห็นแล้ว่าจังหวัดระยองจะต้องมีทุเรียนทอดกรอบขายแทนทุเรียนสดในราคากิโลกรรมละ  400 ถึงจะได้กำไรไม่ขาดทุน และเป็นสิ้นค้าตัวใหม่ของจังหวัดระยอง ที่มีรสชาติกรอบหอมหวานมันในตัวมันเอง ยิ่งกินยิ่งมัน จึงรวมกลุ่มการทำทุเรียนทอดกรอบขายในปี แรก 2531 ตลาดในปีนี้คือ ขายในส่วนของราชการต่าง ๆ ในจังหวัดระยอง ขายตามแผงสวนผลไม้ตามริมถนนในอำเภอแกลง และทำขายในวันผลไม้จังหวัดระยอง ช่วงเดือน พฤษภาคม ต่อจากนั้นก็มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านจำรุง อำเภอแกลงและกลุ่มต่าง ๆได้รวมกันวางแผนการผลิตทุกเรียนทอดกรอบทดแทนการขายสดเพื่อแก้ปัญหาการขายทุเรียนสดไม่ได้เพราะเป็นช่วงเกิดโรคหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน และเป็นการเพิ่มมูลค้าของผลผลิตทุเรียนในจังหวัดระยองอีกทางหนึ่งในรูปผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบ ปี 2532 และในปี  2533 เริ่มมีคนรู้จักทุเรียนทอดกรอบที่มีขายในจังหวัดระยอง และเริ่มทำในเชิงธุรกิจของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุกกลุ่มที่มีการปลูกทุเรียนขายอย่างจริง ๆจัง เริ่มเผยแพร่สูตรวิธีทำ ทางทีวีช่อง 7 และแจกเอกสารให้กับพนักงานเคหกิจเกษตรในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้ที่มีการปลูกทุเรียน จนถึงปัจจุบันนี้มีผู้ทำขายบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบ ต่างๆ โดยมีจังหวัดระยองและจังหวัดจันทรบุรี ทำขายกันมาตลอดจนทุกคนที่กินทุเรียนทอดกรอบรู้ว่ามาจาก 2 จังหวัดนี้ทางภาคตะวันออก เมื่อมีคนรู้จักผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบมากขึ้น ผู้เขียนจึงเขียนเล่าเรื่องจริงเรื่องประวัติทุเรียนทอดกรอบของจังหวัดระยองว่าเป็นจังหวัดแรกในการทำทุเรียนทอดกรอบ เพราะผู้เขียนคือผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้แม่บ้านเกษตรกรจังหวัดระยองทำทุเรียนทอดกรอบขาย สมัยที่ยังเป็นนักวิชาการเคหกิจเกษตรประจำสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง

บันทึกนี้เขียนโดยเจ๊ใหญ่ ที่    Gotoknow

ขอขอบคุณข้อมูลค่ะ

ผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ใครที่เน้นกินผลไม้เพื่อลดน้ำหนักมาทั้งอาทิตย์ และให้รางวัลตัวเองด้วยการกินอะไรก็ได้ตามใจหนึ่งวัน ทำให้สุดท้ายแผนไดเอ็ทล่ม พยายามเท่าไหร่ไม่สำเร็จเสียที สุขกายสบายใจฉบับนี้เราขอเน้นเรื่องกินผลไม้เพื่อควบคุมน้ำหนัก ที่แม้ว่าจะหยิบมากินเล่นยามว่างให้เคี้ยวเพลินแบบ “Ready-to-eat” แคลอรีก็ไม่มีเกินอย่างแน่นอน

วิธีคำนวณแคลอรี

เพื่อชั่งตวงให้ได้ปริมาณพอเหมาะ ดังนี้ ผลไม้สดหั่นชิ้น 1 ถ้วยตวง (8 ออนซ์ / 40 กรัม) เทียบได้กับผลไม้อบแห้ง ¼ ถ้วยตวง (8 ออนซ์ / 40 กรัม) ข้อควรระวังคือ แม้ว่าอัตราส่วนบริโภคที่เท่ากัน แต่แคลอรีที่ได้มากน้อยขึ้นอยู่กับน้ำตาลที่เพิ่มรสชาติ อีกทั้งแร่ธาตุต่าง ๆ ยังไม่เท่ากันด้วย

ผลไม้สดเพิ่มพลัง ผลไม้อบแห้งลดรอบเอว

ในการลดน้ำหนัก ผลไม้สดมีประโยชน์มากกว่าผลไม้อบแห้ง โดยอันที่จริงแล้วทั้งผลไม้สดและผลไม้อบแห้งล้วนมีประโยชน์ แต่แตกต่างกันตรงปริมาณน้ำตาล และแคลอรีที่ได้รับในหนึ่งหน่วยบริโภค และที่ผลไม้สดมีประโยชน์เพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบให้ประโยชน์ต่อร่างกายด้วยวิตามินเอ และซี

แต่ผลไม้อบแห้ง คือผลไม้สดที่ผ่านกระบวนการรีดน้ำออกด้วยความร้อนสูง จึงทำให้สูญเสียวิตามินซีและเอ มีการแต่งรสชาติด้วยน้ำตาล ทำให้ปริมาณน้ำตาลสูง แคลอรีสูง แต่กลับอุดมด้วย “ใยอาหาร” หรือ ไฟเบอร์ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี และปราศจากไขมันสะสมในร่างกาย

4 คุณค่าดี ๆ ที่ได้จากผลไม้อบแห้ง

1.เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดีกระตุ้นการขับถ่าย

2.มีโพแทสเซียมช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ ป้องกันอาการกล้ามเนื้อชักกระตุก อีกทั้งยังช่วยลดความเครียด และคลายความกังวล

3.สร้างออกซิเจนให้ร่างกายด้วยธาตุเหล็กบำรุงเลือด ป้องกันภาวะโลหิตจาง ร่างกายอ่อนเพลีย

4.เป็นแหล่งแคลเซียม แมงกานีส วิตามินเอ วิตามบีคอมเพล็กซ์ และวิตามินซี ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงผิวพรรณ และระบบการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้เป็นปกติ

ผลไม้ 4 ชนิดยอดนิยมที่ทำเป็นผลไม้อบแห้ง แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ

1.แอปริคอตสด VS แอปริคอตแห้ง

แอปริคอตสด : ถือเป็น “ยาบำรุง” ช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นส่วนผสมในสบู่ และผงพอกหน้าได้อีกด้วย เพราะสารเบต้าแคโรทีน มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดผิวและบำรุงได้ทุกสภาพผิว หรือหากรับประทานสดยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย

แอปริคอตอบแห้ง : มีลักษณะเหนียวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงฟัน อาจมีสีน้ำตาล หรือสีส้มแล้วแต่ชนิด แต่สีน้ำตาลจะมีคุณค่ามากกว่าสีส้ม ช่วยในการย่อยอาหาร ต้านโรคหวัด ภาวะโลหิตจาง และมีวิตามินบี 17 ต้านมะเร็งอีกด้วย

เปรียบเทียบ :

แอปริคอตสด 1 ผล เท่ากับ 17 แคลอรี บริโภคแบบหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วยตวงเท่ากับ 79 แคลอรี
แอปริคอตอบแห้ง 1 ชิ้นเท่ากับ 8 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 78 แคลอรี ฉะนั้น แอปริคอตอบแห้งดีกว่า

2.อินทผลัมสด VS อินทผลัมแห้ง

อินทผลัมสด: เป็นผลไม้ที่ชาวมุลสลิมนิยมซื้อเก็บไว้รับประทานในเดือนรอมฏอน (เดือนถือศีลอด) มีความหวานมากเป็นพิเศษ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูงซึ่งร่างกายสามารถดึงไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที ดั้งเดิมมีที่มาจากฝั่งอเมริกาเหนือ และอ่าวเปอร์เซีย แต่ปัจจุบันมีปลูกแพร่หลายในประเทศอียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน มีประโยชน์สำหรับสำหรับเด็ก ๆ และผู้หญิงเพราะมีแคลเซียมสูง อินทผลัมสด 3-4 ชิ้น เท่ากับแคลเซียมในนม 1 แก้ว (300 มิลลิกรัม)

อินทผลัมอบแห้ง : มีลักษณะพื้นผิวย่นสีน้ำตาล ขนาดใหญ่กว่าลูกเกด สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องได้นานเป็นเดือน มีปริมาณคอเลสเตอรอลต่ำ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ คลายกล้ามเนื้อตึงจากความเครียด และเหมาะสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพราะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เปรียบเทียบ :

อินทผลัมสด 1 ผลเท่ากับ 23 แคลอรี บริโภคหั่นชิ้น 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 502 แคลอรี
อินทผลัมอบแห้ง 1 ผลเท่ากับ 22 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 135 แคลอรี อินทผลัมอบแห้ง ดีกว่า

3.องุ่น  VS ลูกเกด

องุ่น : ดั้งเดิมเป็นผลไม้ที่ปลูกในแถบประเทศอียิปต์ แต่บรรดานักวิชาการกลับเชื่อว่าองุ่นเริ่มปลูกในยุคกรีกโบราณ และแพร่หลายไปยังกรุงโรม ซึ่งทั้งสองชนชาติเป็นผู้จุดประกายวัฒนธรรมการหมักไวน์ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังประเทศแถบยุโรป และประเทศในแถบอเมริกา

ลูกเกด : ลูกเกด (องุ่นอบแห้ง) ในประเทศอินเดียวนิยมนำไปใช้ในการทำขนมต่าง ๆ เช่น คุ้กกี้ เค้ก และนิยมนำไปปรุงในแกงกะหรี่ หรือบริยานี (ข้าวหมก) เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินดี ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เปรียบเทียบ :

ผลองุ่นสดไร้เมล็ด 1 ลูก เท่ากับ 3 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 110 แคลอรี
ลูกเกดไร้เมล็ด 1 เม็ด เท่ากับ 2 แคลอรี หากบริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 108 แคลอรี ดีกว่า
ผลองุ่นสดมีเมล็ด 1 ลูก เท่ากับ 4 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 106 แคลอรี ดีกว่า
ลูกเกดมีเมล็ด 1 เม็ด เท่ากับ 1.6 แคลอรี บริโภค 1 ถ้วยตวง เท่ากับ 122 แคลอรี

4.พลัม VS พรุน

พลัม : ลูกพลัม หรือบ๊วยเป็นที่นิยมอย่างมากในวัฒนธรรมของจีน และได้ส่งอิทธิพลแพร่ไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วยคือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ถือเป็นเดือนแห่งเทศกาลดอกบ๊วย “Ume Matsuri” หรือ “อุเมะเฟสติวัล” โดยทั่วทั้งถนนจะมีดอกบ๊วยบานสะพรั่ง และในขณะเดียวกันที่ประเทศแถบอเมริกาก็มีวันพุดดิ้งพลัม “National Plum Pudding Day” หรือ “Christmas pudding” คือวันที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นวันอาหารแห่งชาติวันหนึ่ง ซึ่งจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองด้วยพุดดิ้งลูกพลัม

พรุน : ลูกพรุนมีไฟเบอร์สูงจึงขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชาไฟเบอร์” เพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น ควรเพิ่มลูกพรุนในซีเรียลประมาณ 3 ลูกต่อวันเพื่อช่วยเพิ่มกากใยให้กับมื้ออาหาร

เปรียบเทียบ :

ลูกพลัมสด 1 ผลเท่ากับ 30 แคลอรี บริโภคหั่นชิ้น 1 ถ้วย เท่ากับ 46 แคลอรี ดีกว่า
ลูกพรุนอบแห้ง 1 ผลเท่ากับ 20 แคลอรี บริโภค ¼ ถ้วยตวง เท่ากับ 110 แคลอรี

สัดส่วนของแคลอรีระหว่างผลไม้สดกับผลไม้อบแห้งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเลือกให้แคลอรีน้อยที่สุดเป็นหลัก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักให้ได้อย่างจริงจังนั้น สุขกายสบายใจขอแนะนำว่า ให้เน้นปริมาณไฟเบอร์

และสิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด หรือผลไม้แห้ง ก็ควรจะบริโภคให้อยู่ปริมาณที่พอดีด้วย มิเช่นนั้นการทานผลไม้อาจกลายเป็นโทษแทนคุณต่อร่างกายได้นะคะ

Fruitful Tips เรื่อง : สุธารัชฏ์ รัตนารามิก

ขอบคุณข้อมูลจาก   สุขกายสบายใจ

ความแตกต่างระหว่าง บ.ขนส่งเอกชนกับไปรษณีย์

ความแตกต่างระหว่าง บ.ขนส่งเอกชนกับไปรษณีย์

บ.ขนส่งเอกชน ค่าขนส่งคำนวณจากลังหลังบรรจุสินค้าแล้ว
ข้อดีคือ
1. ค่าขนส่งเฉลี่ยจะถูกลงเมื่อสินค้ามีจำนวนมาก น้ำหนักเยอะขึ้น 
2. สินค้าถึงลูกค้าไว สินค้าถึงหลังจัดส่งส่วนใหญ่ในวันรุ่งขึ้น อย่างช้าไม่เกิน 2วัน
3. ดูแลสินค้าดี เสียหายแทบไม่มีหรือมีน้อยมากๆ
4. สามารถเช็คสถานะการจัดส่งได้ ปีจจุบันบ.ขนส่งเอกชนอันดับต้นๆจะมีเว็บไซร์สามารถคำนวณค่าจัดส่งได้ด้วยตัวลูกค้าเอง และสามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้
ข้อเสียคือ
1. ค่าขนส่งจะสูงกรณีเป็นสินค้าที่มีปริมาตร ขนาดใหญ่ (ถึงแม้น้ำหนักน้อย) ค่าขนส่ง บ.ขนส่ง จะดูจากปริมาตรก่อนน้ำหนัก

ไปรษณีย์ ค่าขนส่งคำนวณจากลังหลังบรรจุสินค้าแล้ว
ข้อดี คือ
1. ค่าขนส่งคำนวณจากน้ำหนักก่อนปริมาตร ดีกรณีส่งสินค้าน้ำหนักน้อยแต่ชิ้นใหญ่
ข้อเสียคือ
1.สินค้าเสียหาย มีปัญหาการดูแลรักษาสินค้า ผู้ส่งต้องแพ็คสินค้าป้องกันกันการเสียหายมากๆๆ
2.สินค้าถึงปลายทางช้า 3-7วัน
3.สินค้ามีปริมาณมากขี้น น้ำหนักเยอะ ค่าขนส่งแพงขึ้น ต่างจาก บ.ขนส่งเอกชน ค่าขนส่งถูกลงเมื่อสินค้ามากขึ้นน้ำหนักเยอะขึ้น
4.เช็คสถานะการจัดส่งได้แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เป็นความเห็นส่วนตัวและจากประสบการณ์ใช้บริการของร้านเท่านั้นนะคะ เผื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเนอะ เห็นไม่ตรงกันไม่ว่ากันนะ แล้วแต่ประสบการณ์และความพอใจของแต่ละบุคคล จ้า

ขอบคุณภาพประกอบ จากกระทรวงพลังงาน

0
    0
    Your Cart
    Your cart is emptyReturn to Shop